หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

กรวยประสบการณ์เอดการ์ เดล



เอดการ์ เดล (Edgar Dale) ได้จัดแบ่งสื่อการสอนและการแสดงขั้นตอนของประสบการณ์การเรียนรู้และการใช้แต่ละประเภทในกระบวนการเรียนรู้ โดยพัฒนาความคิดของนักจิตวิทยา บรุนเนอร์ (Bruner) นำมาสร้างเป็น \"กรวยประสบการณ์\" (Coneof Experiences)




1. ประสบการณ์ตรง เป็นประสบการณ์ขั้นที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดโดยการให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์โดยตรงจากของจริง สถานการณ์จริงหรือด้วยการกระทำของตนเอง เช่น การจับต้อง การเห็น เป็นต้น

2. ประสบการณ์รอง เป็นการเรียนรู้โดยให้ผู้เรียนเรียนจากสิ่งที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุด เช่น ของจำลอง สถานการณ์จำลอง เป็นต้น

3. ประสบการณ์นาฏกรรมหรือการแสดง เป็นการแสดงบทบาทสมมติหรือการแสดงละคร เพื่อเป็นการจัดประสบการณ์ให้แก่ผู้เรียนในเรื่องที่มีข้อจำกัดด้วยยุคสมัย เวลาและสถานที่ เช่น เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์หรือเรื่องราวที่เป็นนามธรรม

4. การสาธิต เป็นการแสดงหรือกระทำประกอบคำอธิบายเพื่อให้เห็นลำดับขั้นตอนของการกระทำนั้น

5. การศึกษานอกสถานที่ เป็นการให้ผู้เรียนได้รับและเรียนรู้ประสบการณ์ภายนอกสถานที่เรียน อาจเป็นการเยี่ยมชมสถานที่ต่าง ๆ หรือการสัมภาษณ์บุคคลต่าง ๆ ฯลฯ เป็นต้น

6. นิทรรศการ เป็นการจัดแสดงสิ่งของต่าง ๆ การจัดป้ายนิทรรศการ ฯลฯ เพื่อให้สาระประโยชน์และความรู้แก่ผู้ชม เป็นการให้ประสบการณ์แก่ผู้ชมโดยการนำประสบการณ์หลายหลายผสมผสานกันมากที่สุด

7. โทรทัศน์ เพื่อให้ข้อมูลความรู้แก่ผู้เรียนหรือผู้ชมที่อยู่ในห้องเรียนหรืออยู่ทางบ้าน การสอนอาจจะเป็นการสอนสดหรือบันทึกลงวีดิทัศน์ก็ได้

8. ภาพยนตร์ เป็นภาพที่บันทึกเรื่องราวเหตุการณ์ลงบนฟิล์ม เพื่อให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ทั้งภาพและเสียงโดยใช้ประสาทตาและหู

9. การบันทึกเสียง วิทยุ ภาพนิ่ง ข้อมูลที่อยู่ในสื่อขั้นนี้จะให้ประสบการณ์แก่ผู้เรียนที่ถึงแม้จะอ่านหนังสือไม่ออก แต่ก็สามารถจะเข้าใจเนื้อหาเรื่องราวที่สอนได้

10. ทัศนสัญลักษณ์ เช่น แผนที่ แผนภูมิ หรือเครื่องหมายต่าง ๆ อันเป็นสัญลักษณ์แทนความเป็นจริงของสิ่งต่าง ๆ หรือข้อมูลที่ต้องการให้เรียนรู้

11. วจนสัญลักษณ์ เป็นประสบการณ์ในขั้นที่เป็นนามธรรมมากที่สุด ได้แก่ ตัวหนังสือในภาษาเขียนและเสียงของคำพูดในภาษาพูด

       กรวยประสบการณ์นี้เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ครูผู้สอนสามารถวิเคราะห์ว่ากิจกรรมการเรียนรู้ การจัดประสบการณ์ หรือการใช้สื่อการสอนของเรานั้นหลากหลายและเพียงพอ เหมาะสมต่อการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ของเราหรือไม่ ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ นักศึกษาและผู้ที่สนใจ ลองนำไปใช้ดูนะคะ
 


วิชาการจัดประสบการณ์ทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย

วิชาการจัดประสบการณ์ทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
Mathematic Experiences for Early Childhood
Course Description : คำอธิบายรายวิชา

ศึกษาความหมาย ความสำคัญ แนวคิด หลักการ และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับทักษะทางคณิตศาสตร์ สาระการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย จิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการสอนคณิตศาสตร์ การจัดประสบการณ์ทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย การใช้สื่อทางคณิตศาสตร์ระดับปฐมวัย บทบาทของครูและผู้ปกครองในการส่งเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ การประเมินทักษะทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย

 
สวัสดีค่ะนักศึกษาและผู้ที่สนใจที่น่ารักทุกท่าน รายวิชานี้เป็นรายวิชาที่สำคัญและจำเป็นสำหรับนักศึกษาสาขาปฐมวัยอีกหนึ่งรายวิชา ด้วยวิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่เป็นนามธรรม และค่อนข้างยากในการตีความ การสอดแทรกเนื้อหาคณิตศาสตร์เข้าไปในกิจกรรมและการเล่นของนักเรียนในระดับปฐมวัยให้เกิดความสนุกสนาน เรียนรู้ด้วยความเข้าใจ เหมาะสมกับวัยและพัฒนาการของเด็กจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายของนักศึกษาและครูผู้สอน
เราจะเริ่มต้นกันที่หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ซึ่งนักศึกษาสามารถดาวโหลดหลักสูตรและนำไปศึกษา วิเคราะห์ เพื่อจะได้ทราบรายละเอียดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น แนวคิด หลักการจัดการศึกษา ปรัชญา โครงสร้างหลักสูตร มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด และอื่นๆ แล้วจึงนำมาวิเคราะห์จัดประสบการณ์ให้กับเด็กในชั้นเรียนของเรา เอ้า !! สู้ๆ นะคะ

ดาวโหลดหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ได้ลิ้งค์ด้านล่างค่ะ

วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

Mind Map

           Mind Map หรือ Mind-Map

           แปลตรงตัวว่าแผนที่ความคิด เป็นทฤษฎีในการนำเอาสมองมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยเฉพาะเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์ ทฤษฎีนี้คิดขึ้นโดยโทนี บูซาน (Tony Buzan) นักจิตวิทยาชาวอังกฤษ ในปัจจุบันทฤษฎีของโทนี บูซาน ได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการนำมาช่วยในการเขียนแผนที่ความคิด การเขียนแผนที่ความคิดในอดีตจะเน้นเขียนลงบนกระดาษว่างๆ จากจุดศูนย์กลาง กระจายเป็นรูปดาวคล้ายๆ การแตกกิ่งก้านของต้นไม้ (การแตกของเส้นเซลสมอง) ปัจจุบันมีทางลัดในการสร้างแผนที่ความคิดโดยการใช้ทูลหรือซอฟต์แวร์ช่วย (มีให้เลือกใช้งานหลายตัวทั้ง Commercial และ Open Source) ข้อดีของการใช้ซอฟต์แวร์คือสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูลได้อย่างอิสระ มีตัวอย่างแผนที่ความคิดให้เลือกใช้งานมากมาย


Mind Map ช่วยทำให้สิ่งต่างๆ มองภาพได้ง่ายขึ้น อาทิ
• สร้างจากสิ่งที่เป็นนามธรรมสู่รูปธรรม
• ช่วยในการเรียนรู้ต่างๆ ของมนุษย์
• ใช้แก้ปัญหาปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจำวัน
• ใช้ในการทำการตัดสินใจกรณีมีทางเลือกหลายๆ ทาง

การนำไปประยุกต์ใช้งาน
ผู้ใช้สามารถนำโปรแกรมไปสร้างสรรค์งานได้อย่างหลากหลาย อาทิเช่น
ใช้สร้างแผนที่ความคิด (Mind Map)
ใช้วิเคราะห์กลยุทธ์บริษัท (Strategic thinking, SWOT Analysis)
ใช้สรุปรายงานการประชุม (Meeting minutes)
ใช้ระดมความคิดเห็น (Brain storming )
ใช้ประกอบการเรียนการสอน (Teaching)
ใช้วางแผนโครงการ (Project planning)
ใช้กำหนดกลยุทธิ์การตลาด (Marketing Plans)
ใช้นำเสนอผลงานแทนโปรแกรม PowerPoint (Presentation)
ใช้ในการอบรมและบรรยายที่ต่างๆ (Training)
ใช้วางแนวการพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product Development)
ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ความรู้ แนวคิด (capture tacit knowledge )
ใช้สรุปแนวคิดเชิงประดิษฐ์และการคิดวิกฤต(คิดก่อนล่วงหน้า) (creative and critical thinking)
ใช้สร้างผังงานต่างๆ เช่น ผังองค์กร ผังก้างปลา
ฯลฯ


การเขียนแผนที่ความคิดในอดีต (เขียนด้วยมือ)
    ในอดีตการเขียนแผนแผนที่ความคิด (Mind Map) จะเป็นการเขียนด้วยกระดาษเปล่าเพียง 1 แผ่น โดยกำหนดหัวเรื่องหลักของแนวคิด (Concept) ไว้ตรงจุดกึ่งกลาง หลังจากนั้นก็เขียนความคิด (Ideas) ออกเป็นกิ่งก้านคล้ายๆ กิ่งของต้นไม้ แต่ละกิ่งก้านก็แตกใบย่อยออกหลายๆ ใบ โดยใบไม้แต่ละใบเปรียบเสมือนหัวข้อหรือเนื้อหาที่ต้องการใช้ในการสอนในวัตถุประสงค์นั้นๆ

เครื่องมือในการเขียนแผนที่ความคิดด้วยมือ
ในการสร้างแผนที่ความคิดนั้นผู้ที่สอนเรื่องทฤษฎีนี้ (ในที่นี้อาจหมายถึงครู อาจารย์ วิทยากร หรือผู้มีความรู้) ควรมีการเตรียมสื่อในการสร้าง Mind Map ดังนี้
กระดาษเปล่าขนาด A4 หรือใหญ่กว่า 1 แผ่น
ดินสอหรือปากกาหลากหลายสี
ยางลบ
หัวเรื่องที่ต้องการสร้างแผนที่ความคิด โดยหัวเรื่องก็ขึ้นอยู่กับระดับของผู้เรียน และระดับการศึกษา

ขั้นตอนการเขียนแผนที่ความคิดด้วยมือ
1. เริ่มต้นด้วยเขียนหัวเรื่องหลักของแนวคิด (Concept) ที่กึ่งกลางหน้ากระดาษ ใช้ดินสอหรือปากกาอย่างน้อย 3 สี
2. ใช้รูปภาพหรือสัญลักษณ์ ในการสื่อผ่านแผนที่ความคิดให้มากที่สุด เพราะรูปภาพจะทำให้จดจำได้ง่าย
3. ขีดเส้นออกจากจุดศูนย์กลาง ความคิดหลัก (Ideas) ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้
4. วาดวงรีต่อจากเส้นความคิดหลักในข้อ 3
5. เขียนหัวข้อความคิดหลัก พร้อมวาดรูปที่เกี่ยวข้องประกอบ
6. ขีดเส้นย่อยออกจากความคิดหลัก เป็นกิ่งๆ คล้ายกิ่งต้นไม้
7. วาดวงรีต่อจากเส้นย่อยในข้อ 6
8. เขียนความคิดย่อย พร้อมวาดรูปที่เกี่ยวข้องประกอบ
9. ย้อนทำตามข้อ 3 – 8 จนเนื้อหาครบสมบูรณ์


การเขียนแผนที่ความคิดในปัจจุบัน (เขียนด้วยคอมพิวเตอร์)
    หลังจากพอมองเห็นภาพการเขียนแผนที่ความคิดที่นิยมในอดีตแล้ว (ในปัจจุบันผู้เขียนคิดว่ายังมีผู้อ่านอีกหลายท่านยังคงใช้วิธีการเขียนแบบเดิมๆ ด้วยมืออยู่แบบเดิมๆ อยู่ เนื่องมาจากความชอบส่วนตัว เพราะสามารถนั่งเขียนที่ไหนก็ได้) ในการเขียนแผนที่ความคิดด้วยมือผ่านบนกระดาษค่อนค้างทำได้ช้า และแก้ไขข้อมูลจะยากลำบากกว่าการเขียนด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์มาก เทียบได้กับงานเขียนแบบเมื่อก่อนจะเน้นเขียนด้วยมือ แต่ปัจจุบันมีโปรแกรม AutoCAD มาทดแทนการเขียนด้วยมือเกือบทั้งหมดแล้ว ในส่วนแผนที่ความคิดก็เช่นกันการเขียนแผนที่ความคิดด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบันมีผู้คิดค้นโปรแกรมที่ใช้เขียนแผนที่ความคิด (Mind Mapping Software) ออกมาจำนวนมาก ทำให้การเขียนแผนที่ความคิดง่ายไปกว่าเดิมมาก อีกทั้งผู้เขียนสามารถเขียนและแก้ไขข้อมูลต่างๆ ได้อย่างอิสระในตัวโปรแกรมมีรูปแบบแผนที่ความคิด (Template) ไว้ให้ผู้ใช้เลือกใช้งานมากมาย

เครื่องมือในการเขียนแผนที่ความคิดด้วยคอมพิวเตอร์ในการเขียนแผนที่ความคิดด้วยคอมพิวเตอร์นั้นผู้ที่สอนเรื่องทฤษฎีนี้ (ในที่นี้อาจหมายถึงครู อาจารย์ วิทยากร หรือผู้มีความรู้) ควรมีการเตรียมสื่อในการสร้าง Mind Map ดังนี้
ชุดเครื่องคอมพิวเตอร์ 1 ชุด
เครื่องพิมพ์ 1 ชุด
โปรแกรมเขียนแผนที่ความคิด เช่น MindManager, FreeMind, ConceptDraw, NovaMind
หัวเรื่องที่ต้องการสร้างแผนที่ความคิด โดยหัวเรื่องก็ขึ้นอยู่กับระดับของผู้เรียน และระดับการศึกษา

1. เริ่มต้นด้วยเขียนหัวเรื่องหลักของแนวคิด (Concept/Central Topic) ที่กึ่งกลางจอภาพ
2. ใช้รูปภาพหรือสัญลักษณ์ ในการสื่อผ่านแผนที่ความคิดให้มากที่สุด เพราะรูปภาพจะทำให้จดจำได้ง่าย
3. สร้างเส้นออกจากจุดศูนย์กลาง ความคิดหลัก (Ideas / Main Topic) ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้
4. สร้างวงรีต่อจากเส้นความคิดหลักในข้อ 3
5. พิมพ์ความคิดหลัก พร้อมวาดรูปที่เกี่ยวข้องประกอบ
6. สร้างเส้นความคิดย่อยย่อยออกจากความคิดหลัก เป็นกิ่งๆ คล้ายกิ่งต้นไม้
7. สร้างวงรีต่อจากเส้นความคิดย่อยในข้อ 6
8. เขียนความคิดย่อย (Subtopic) พร้อมวาดรูปที่เกี่ยวข้องประกอบ
9. ย้อนทำตามข้อ 3 – 8 จนเนื้อหาครบสมบูรณ์

โปรแกรมที่ใช้ในการสร้างแผนที่ความคิด (Mind Mapping Software)
ปัจจุบันโปรแกรมที่ใช้ในการสร้างแผนที่ความคิดมีให้เลือกใช้งานหลายตัวด้วยกันโดยสามารถแยกโปรแกรมในการสร้างแผนที่ความคิดได้ 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
Commercial Mind Mapping Software เป็นโปรแกรมใช้สร้างแผนที่ความคิดที่บริษัทเอกชนพัฒนาขึ้นมาเพื่อการค้าโดยเฉพาะ
Open Source Mind Mapping Software เป็นโปรแกรมใช้สร้างแผนที่ความคิดฟรีลักษณะ Open Source ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ฟรี

จะเห็นได้ว่าการเขียนแผนที่ความคิด (Mind Map) สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้แทบทุกอย่างและมีประโยชย์อย่างมาก หากครู อาจารย์นำไปใช้ในแวดวงการศึกษาในการสอนเด็กตั้งแต่ระดับประถมศึกษา ไปจนกระทั่งระดับปริญญาเอก ให้นักเรียน / นักศึกษา ฝึกใช้สมองในเขียนเขียนแผนที่ความคิดในรายวิชาต่างๆ อาทิ เขียนโครงงาน, สรุปเนื้อหารายวิชา สรุปผลการวิจัย ฯลฯ

Program >>>>
http://www.mediafire.com/?4ur97ez6gx9j5m8

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.arnut.com/mindmap/

ลองนำไปใช้ดูนะคะ การเขียน mind map จะช่วยให้เราเข้าใจเนื้อหาและเรื่องราวต่างๆ
ได้ดีขึ้น สนุกในการอ่าน และจำได้ง่ายขึ้นด้วยค่ะ

อ.น้ำ

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

วิชาโปรแกรมประยุกต์ด้านสถิติและวิจัย

วิชาโปรแกรมประยุกต์ด้านสถิติและวิจัย
Programming Application for Statistics and Research
Course description
การคำนวณ และการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับค่าร้อยละ การวัดแนวโน้มสู่ส่วนกลาง การวัดการกระจายการทดสอบสมมติฐาน เกี่ยวกับค่าเฉลี่ยค่าสัดส่วน และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวัดความสัมพันธ์ การวัดความเชื่อมั่นและเชื่อถือได้ของแบบสอบถาม การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และสองทาง การทดสอบนอนพาราเมตริก เช่น ไคสแควร์ และโปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อการวิจัย


   สวัสดีค่ะ นักศึกษา พบกับอาจารย์น้ำอีกครั้งในรายวิชาโปรแกรมประยุกต์ด้านสถิติและวิจัยนะคะ ซึ่งในรายวิชานี้ นักศึกษาจะต้องมีความรู้ในสามส่วน คือ สถิติ งานวิจัย และตัวโปรแกรม โดยจะได้ฝึกทำ Baby Research หรือ วิจัยฉบับจิ๋ว ซึ่งกำหนดให้ทำงานวิจัยเชิงสำรวจ เนื่องจากระยะเวลาจำกัดในการทำวิจัย และความชัดเจนในการใช้โปรแกรมด้านสถิติด้วย โดยเราจะใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ ซึ่งนักศึกษาจะต้องออกแบบแบบสอบถามเองนะคะ แต่ไม่ต้องกังวล หากมีคำถาม ข้อสงสัย หรือต้องการคำแนะนำและปรึกษาใดๆ โพสไว้ หรือเข้าไปพบอาจาารย์ที่ห้องพักได้ค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ ^ ^


Program >>>> http://www.mediafire.com/?ufavue1hv1dmbta